สถานที่สำคัญ

รายได้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ: ตัวเลข แนวโน้ม ผลกระทบ

การท่องเที่ยวคือหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก สร้างรายได้มหาศาลและสร้างงานให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป หรือที่เรียกว่า Overtourism ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างเวนิส

เวนิสเผชิญหน้ากับ Overtourism: รายได้มหาศาลที่มาพร้อมความท้าทาย

เวนิส หนึ่งในเมืองที่งดงามที่สุดในโลก ได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองลอยน้ำ” ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายสิบล้านคนในแต่ละปี สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับเมืองและประเทศอิตาลี อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่ล้นหลามนี้ได้นำมาซึ่งปัญหา Overtourism การที่นักท่องเที่ยวล้นหลามเกินกว่าขีดความสามารถในการรองรับของเมือง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า รายได้จากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเวนิสนั้นคุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นหรือไม่

ผลกระทบ Overtourism เวนิส: จากความไม่พอใจสู่มาตรการใหม่

ผลกระทบของ Overtourism ในเวนิสปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งราคาที่พักอาศัยที่สูงขึ้นจนคนท้องถิ่นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ การจราจรทางน้ำที่ติดขัด การที่พื้นที่สาธารณะเต็มไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และขยะที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเวนิส จนนำไปสู่การประท้วงและการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ความตื่นตัวนี้ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องหันมาพิจารณามาตรการที่จริงจังเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น

Luigi Brugnaro และ Venice City Hall: ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

ภายใต้การนำของนายกเทศมนตรี Luigi Brugnaro และสภาเมืองเวนิส (Venice City Hall) ได้มีการผลักดันมาตรการหลายอย่างเพื่อรับมือกับปัญหา Overtourism และควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบเชิงลบและป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของเมืองเสื่อมโทรมไปมากกว่านี้ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในเวนิสเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน

ค่าธรรมเนียมเข้าเมือง: ทางออกที่ถูกจับตามอง

หนึ่งในมาตรการที่สำคัญและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือ ค่าธรรมเนียมเข้าเมือง หรือ “contribution of access” สำหรับนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ (day-trippers) โดยเวนิสเริ่มเก็บค่าเข้าเมืองตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของอิตาลี และเป็นช่วงเวลาที่เมืองมักจะมีผู้คนหนาแน่นที่สุด นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เข้าพักค้างคืนในโรงแรมหรือที่พักที่ลงทะเบียนจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 5 ยูโร (ประมาณ 190 บาท) สำหรับการเข้าชมเมืองในช่วงเวลาทดลอง 29 วัน ที่มีผู้คนพลุกพล่าน การดำเนินการนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการนี้จะสามารถลดความแออัดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของเมืองมากเกินไป นอกจากค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว ยังมีแผนการใช้กำไลข้อมือ (wristbands) สำหรับนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับในอนาคต เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบว่ามีการชำระค่าธรรมเนียมหรือไม่ และช่วยในการจัดระเบียบนักท่องเที่ยว

การวิเคราะห์ผลกระทบ Overtourism ต่อเศรษฐกิจเวนิส

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล แต่ Overtourism ก็สร้างต้นทุนที่มองไม่เห็นให้กับเศรษฐกิจเวนิส ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรมเร็วขึ้น ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะและมลพิษที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนทางสังคมจากการที่คนท้องถิ่นต้องจำยอมย้ายออกไปเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น การนำมาตรการอย่างค่าธรรมเนียมเข้าเมืองมาใช้ เป็นความพยายามที่จะสร้างสมดุล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับประสบการณ์การเดินทางที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดภาระให้กับเมืองและคนในท้องถิ่น ทั้งนี้ การใช้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นภายในสังคมเวนิสเองว่ามาตรการนี้จะเพียงพอหรือไม่ มาตรการที่แท้จริงคือการจำกัดจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งหมด และหากเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องกับแนวคิดการเปิดประเทศอย่างอิสระ

บทสรุป

รายได้จากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เวนิส มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่ Overtourism ก็เป็นปัญหาที่บ่อนทำลายความยั่งยืนของการท่องเที่ยวในระยะยาว การดำเนินการของเวนิสในการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมือง ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการกับความท้าทายนี้ และเป็นตัวอย่างที่แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วโลกสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนในระยะยาว.